ปัญญรักษ์ พูลทรัพย์
PLAYING BY EAR
SP427 พฤศจิกายน 2539
นอกจากอิตาลีและเยอรมนีแล้ว ฝรั่งเศสก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่สาขาดนตรี Progressive Rock มีการก่อกำเนิดและเติบโตอย่างมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1960 และโดยที่ฝรั่งเศสค่อนข้างจะมีความรักชาติ เนื้อร้องส่วนใหญ่ที่เป็นฝรั่งเศสจึงเป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ดนตรี Progressive Rock ของฝรั่งเศสถูกตีกรอบให้เผยแพร่อยู่ในเพียงประเทศต้นกำเนิดเท่านั้น จึงมีเพียงไม่กี่วงที่สามารถแหวกกรอบนี้ออกมาสู่สายตาชาวโลกได้ เช่น Ange, Pulsar, Gong, Magma, Heldon ฯลฯ ส่วนในเมืองไทยนั้นแทบจะไม่ได้สัมผัสผลงานจากนักดนตรีอาร์ตร็อกของฝรั่งเศสกันเท่าไหร่ นอกเสียจากผลงานของ Jean-Michel Jarre ซึ่งก็ออกไปทางอิเล็กทรอนิกส์เสียมากกว่า
เช่นเดียวกับประเทศใกล้เคียงในยุโรป Progressive Rock ในฝรั่งเศสพุ่งถึงขีดสุดในช่วงทศวรรษที่ 1970 แม้ในปีต่อๆมาหลังจากนั้นวง Progressive Rock ทั้งหลายจะมุดลงใต้ดินกันทั้งหมด แต่ด้วยความเป็นชาตินิยมของฝรั่งเศส ดนตรี Progressive Rock ของฝรั่งเศสในสาขาย่อยประเภท Avant-Garde หรือ Musique Concrete ก็สามารถธำรงความเป็นเอกลักษณ์ทางดนตรี โดยปิดกั้นอิทธิพลทางวัฒนธรรมจากภายนอกอย่างได้ผล ทำให้นักดนตรีกลุ่มสร้างสรรค์ประเภทบ้าตกขอบนี้ยังสามารถยืนหยัดอยู่รอดมาจนกระทั่งปัจจุบัน
แนวดนตรี Progressive Rock ของฝรั่งเศส อาจแบ่งแยกออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้สองกลุ่มคือ กลุ่มแรกเป็น Progressive Rock ที่ไม่ค่อยแตกต่างไปจากดนตรีแนวเดียวกันในประเทศใกล้เคียง แต่จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่คล้ายๆกัน จนได้รับคำจำกัดความว่าเป็นพวก French Theatrical / Symphonic ซึ่งก็ใกล้เคียงที่สุดกับ Progressive Rock ในสาขาซิมโฟนิค โดยมีการนำเสนอแบบละครเวทีประกอบด้วย (แบบที่ Peter Gabriel เคยทำตอนอยู่ Genesis) แต่ก็มีความเป็นฝรั่งเศสมากๆ จนไม่สามารถนำไปเปรียบเทียบอย่างใกล้เคียงกับวงดนตรีแนวเดียวกันจากยุโรปในประเทศอื่นได้ ผู้ที่เคยสัมผัสดนตรี Progressive Rock ของฝรั่งเศสมาพอสมควรจะสามารถจับแนวได้ง่าย แม้เพลงนั้นจะร้องเป็นภาษาอังกฤษ ในขณะที่เพลงที่ร้องเป็นภาษาฝรั่งเศสจะแจ่มชัดมากเพราะผู้ที่คุ้นเคยกับบทเพลงที่ขับร้องเป็นภาษาฝรั่งเศส จะตระหนักดีว่าคนฝรั่งเศสร้องเพลงโดยออกเสียงคำทุกคำอย่างชัดถ้อยชัดคำ
อีกกลุ่มหนึ่งคือพวกที่ถูกจัดอยู่ในประเภท Avant-Garde หัวก้าวหน้า และนำเสนอดนตรีที่ยากแก่การให้คำจำกัดความ ซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นพวก Progressive Space Fusion ที่มีส่วนผสมของดนตรีแจ๊สแต่นำเสนอโดยการเล่นดนตรีที่หนักหน่วงกว่าซิมโฟนิคและที่สำคัญ กลุ่มย่อยนี้ให้ความสำคัญกับ Synth Effects ที่ฟังแล้วชวนประสาทหลอนและ Rhythm Section ที่ทรงพลัง ตัวอย่างที่ดีที่สุดของกลุ่มย่อยนี้คือ Gong ในสมัยแรก อีกประเภทหนึ่งที่เข้าข่าย Avant-Garde ได้รับการขนานนามว่า Zeuhl Music ซึ่งออกไปทาง Jazz Fusion ที่มีวง Magma ของ Christian Vander เป็นหัวหอกสำคัญ ดนตรีของ Magma มีความแปลกแหวกแนวตรงที่มือกลองคือ Christian Vander คิดค้นภาษาใหม่ขึ้นมาเพื่อนำเสนอความคิดส่วนตัวเกี่ยวกับเอกภพ ดนตรีประเภทนี้ฟังดูมืดมน น่าหดหู่ แต่ก็มีกลุ่มแฟนเพลงที่ติดตามอย่างเหนียวแน่น นอกจากนี้ก็ยังมีประเภทย่อยอีกกลุ่มหนึ่งที่เล่นดนตรีบรรเลงกึ่งทดลองซึ่งมีเอกลักษณ์แบบฝรั่งเศสเช่นเดียวกับกลุ่มอื่นๆ
ในยุคของซีดีเฟื่องฟูนี้ ผลงานเก่าๆของฝรั่งเศสถูกนำมารีอิชชู่ในรูปซีดี โดยมีสองบริษัทคือ Spalax และ Musea เป็นหัวเรือใหญ่ในการขุดกรุ Progressive Rock ของฝรั่งเศสในอดีตมาเสนอให้กับผู้ฟังรุ่นปัจจุบัน รวมทั้งเป็นตัวแทนจำหน่ายให้ศิลปิน Progressive Rock ของฝรั่งเศสในปัจจุบันด้วย โดย Musea จะเน้นหนักไปทางด้านวงแนวซิมโฟนิคที่ไม่จำกัดเฉพาะวงจากฝรั่งเศส ผลงานของ Musea เป็นที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะรูปเล่มบุ๊คเลทของอัลบั้มทุกชุดที่จัดทำอย่างมีคุณภาพสวยงาม เพียบพร้อมด้วยภาพถ่ายศิลปิน ประวัติ และเนื้อร้อง ในขณะที่ตัวแผ่นซีดีมักจะเป็น Picture Disc ซึ่งหลีกหนีความซ้ำซากจำเจของแผ่นสีเงินโดยทั่วไป และที่สำคัญ คุณภาพเสียงของงานที่ขุดค้นขึ้นมาจากกรุซึ่งได้รับการปรับปรุงเสียงให้ได้มาตรฐาน
นอกจาก Ange ซึ่งเป็นวงซิมโฟนิค Progressive Rock ที่โด่งดังที่สุดของฝรั่งเศสที่ได้กล่าวถึงไปในฉบับที่แล้วแล้ว ก็ยังมี Pulsar ที่มักจะติดข่ายทุกครั้งที่มีการกล่าวขวัญถึงวงดนตรีแนวเดียวกันจากฝรั่งเศส และ Pulsar มักจะถูกกล่าวขวัญถึงในแง่เป็น Pink Floyd ของฝรั่งเศส ซึ่งก็เป็นความจริงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แม้ Pulsar ในยุคก่อตั้งวงจะเคยนำเพลงของ Pink Floyd มาเล่นในการออกแสดงสด แต่ Pulsar ก็มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง กล่าวคือแม้ดนตรีของ Pulsar จะให้บรรยากาศ Space Progressive แบบ Pink Floyd หรือ Klaus Schulze แต่เมโลดี้และเสียงแบบซิมโฟนิคในแบบฉบับของฝรั่งเศสก็เป็นตัวบ่งบอกที่ชัดเจนถึงความเป็นเอกลักษณ์ของ Pulsar
Pulsar เป็นหนึ่งในไม่กี่วงที่นำเสนอเนื้อร้องส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ แม้อัลบั้มชุดแรก Pollen (1975) จะมีความใกล้เคียงกับ Pink Floyd มากที่สุด แต่ในสองอัลบั้มต่อมาคือ The Stands of the Future (1976) และ Halloween (1977) ก็เป็นผลงานขั้นมาสเตอร์พีซที่แสดงถึงพัฒนาการในฝีมือ โดยเฉพาะเสียงเมโลตรอนที่สง่างาม ในขณะที่เสียงร้องในสไตล์เดียวกับ Camel มักจะถูกบดบังโดยเสียงดนตรี ผิดกับวงจากฝรั่งเศสอื่นๆอย่าง Ange ที่เสียงร้องจะโดดเด่นกว่าเสียงดนตรี
อัลบั้มต่อมา Bienvenue Au Conseil D’Administration (1981) เปรียบเสมือนงานทดลองที่เต็มไปด้วยเพลงสั้นๆ และฟังดูไม่ค่อยเป็นเพลง เนื่องจากประพันธ์ขึ้นสำหรับเป็นดนตรีประกอบละครเวที หลังจากแตกวงกันไป Pulsar ก็กลับมารวมกันเพื่อออกอัลบั้ม Görlitz ในปี 1989
Minimum Vital เป็นอีกวงหนึ่งที่เล่นดนตรีแนวซิมโฟนิค แต่ได้รับอิทธิพลของดนตรีแจ๊สเข้ามาพอสมควร โดยไม่ละทิ้งอิทธิพลของดนตรีคลาสสิค Minimum Vital มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับวงแนว Canterbury จากอังกฤษเช่น Caravan และ Soft Machine แต่ก็มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว อัลบั้มแรก Envol Triangles (1985) ได้รับอิทธิพลของ Zeuhl Music มานิดหน่อย อัลบั้มต่อมา Les Saisons Marines (1987), Sarabandes (1990) และ La Source (1993) มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะอิทธิพลดนตรีคลาสสิคที่ชัดขึ้น
Halloween มีอัลบั้มออกมาสามชุดคือ Part One (1988), Laz (1989) และ Merlin (1994) โดยเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างดนตรีของ Pulsar และ Minimum Vital จนออกมาเป็นดนตรีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ
Mona Lisa เป็นวงที่เล่นดนตรีในสไตล์ที่ใกล้เคียงกับ Genesis สมัย Peter Gabriel มากที่สุด ในขณะที่สไตล์การร้องมีความคล้ายคลึงกับ Ange
Asia Minor เป็นวงลูกผสมระหว่างฝรั่งเศสกับตุรกี แนวดนตรีใกล้เคียงกับ Camel ในอัลบั้ม Snow Goose มากที่สุด ทั้งเสียงฟลุต กีตาร์ คีย์บอร์ด และการร้อง (เป็นภาษาอังกฤษ) ในแบบฉบับของ Andy Latimer จาก Camel
วงลูกผสมอีกวงคือ Taï Phong เนื่องจากมีสมาชิกเป็นชาวเวียดนามถึงสองคน มีอัลบั้มออกมาสามชุดคือ Taï Phong (1975), Windows (1976) และ Last Flight (1979) เอกลักษณ์ของวงนี้คือดนตรีแบบซิมโฟนิคที่เบาหวิวและการร้องที่เบาไม่แพ้กัน ดูเหมือนว่าสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดคือภาพปกอัลบั้มที่สวยงาม
วงในแนวซิมโฟนิคอื่นๆที่น่าสนใจก็มี La Rossa ซึ่งนำชื่อเพลงๆหนึ่งของ Van Der Graaf Generator มาเป็นชื่อวง และนักร้องนำได้รับอิทธิพลการร้องมาจาก Peter Hammill ในขณะที่แนวดนตรีเป็นตัวของตัวเอง Atoll ซึ่งเล่นดนตรีใกล้เคียงกับ Yes แต่การร้องนำโดยใช้ภาษาฝรั่งเศสทำให้หลายคนทนไม่ได้ Skryvania ซึ่งโดดเด่นด้วยเสียงกีตาร์และคีย์บอร์ด แต่เนื้อร้องเป็นภาษาฝรั่งเศสอาจทำให้เสียอารมณ์ไม่เบา เพลงที่น่าสนใจมากๆจึงกลายเป็นเพลงบรรเลง โดยเฉพาะ Ritual และ Close to the Edge ของ Yes และ Hairless Heart ของ Genesis ซึ่งทั้งสามเพลงนำมาเล่นใหม่เป็นเพลงแนวบรรเลงแบบย่อ ซึ่งให้ความไพเราะไปอีกแบบ Tiemko เป็นวงที่เล่นเพลงบรรเลงล้วนด้วยความรวดเร็วและหนักหน่วง โดยมีส่วนผสมของ Fusion เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบผลงานแบบของ Alan Holdsworth หรือ David Torn
ดูเหมือนว่าฝรั่งเศสจะมีวงในแนว Neo Progressive น้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน แต่วงที่มีอยู่ก็มีฝีมือไม่เบา เช่น Arrakeen ซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Marillion ค่อนข้างมาก แถมยังได้มือกีตาร์จาก Marillion เป็นนักดนตรีรับเชิญ นักร้องนำเป็นผู้หญิง ร้องเป็นภาษาฝรั่งเศสฟังแล้วไม่กระด้างหูเหมือนนักร้องชาย
มีวงที่นักร้องนำเป็นผู้หญิงที่น่าสนใจสองวงคือ Sandrose และ Catherine Ribeiro + Alpes ซึ่งฝีมือยอดเยี่ยมทั้งสองวง
แม้ว่าวง Progressive Rock ของฝรั่งเศสส่วนใหญ่จะยึดเสียงซิมโฟนิคอย่างเหนียวแน่น แต่วงที่ข้ามน้ำข้ามทะเลไปมีชื่อเสียงนอกฝรั่งเศสกลับเป็นวงแนว Neo-Progressive ชื่อ Step Ahead ซึ่งมีอัลบั้มออกมาในปี 1982 เพียงชุดเดียว แต่ได้รับการยกย่องจากแฟนเพลงแนวนี้ในต่างประเทศว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดจากฝรั่งเศส แนวดนตรีเป็นการผสมผสานที่ลงตัวระหว่างแนวดนตรีของ Marillion สมัย Fish และ Yes สมัยอัลบั้ม Drama ทั้งความสด ทันสมัย หลากหลาย และอัดแน่นไปด้วยพลัง ที่สำคัญเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ ผลงานของ Step Ahead ชุดเดียวชุดนี้น่าจะเป็นที่ถูกหูคนไทยได้มากที่สุด
ทางด้าน Avant-Garde ก็มีวงที่น่าสนใจมากมาย อย่าง Art Zoyd ซึ่งเล่นเครื่องดนตรีเปียโน ไวโอล่า เชลโล แตร และแคลริเน็ต แต่เสียงดนตรีที่ปรากฏให้ความรู้สึกใกล้เคียงกับดนตรีคลาสสิคสมัยใหม่มากกว่าเพลงร็อก ในขณะที่พลังความเข้มข้นรุนแรงไม่แพ้ดนตรีของ Magma โดยไม่ละทิ้งความงดงามของเมโลดี้ เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบทดลองงานท้าทายแหวกแนว อัลบั้มที่น่าสนใจมากชุดหนึ่งของ Art Zoyd คือ Nosferatu ซึ่งทำขึ้นเป็นดนตรีประกอบภาพยนตร์แนวสยองขวัญเรื่องเดียวกันซึ่งให้บรรยากาศชวนสยองน่ากลัว แม้ไม่ต้องดูหนัง แต่ฟังดนตรีชุดนี้ตอนกลางคืนก็ขนลุกแล้ว
อีกวงหนึ่งที่มาแนวคล้ายคลึงกันคือ Present ซึ่งแยกตัวออกมาจากวง Univers Zero จากเบลเยี่ยม ดนตรีของ Present ให้บรรยากาศแห่งความมืดมนน่าสะพรึงกลัว โดยมีเสียงกีตาร์ในสไตล์ของ Robert Fripp และเปียโนเป็นเครื่องดนตรีชูโรงสร้างบรรยากาศสยดสยอง
Comments
Post a Comment