ปัญญรักษ์ พูลทรัพย์
PLAYING BY EAR
SP396 สิงหาคม 2538
ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ดูเหมือนว่าประเทศอิตาลีน่าจะเป็นประเทศสุดท้ายในยุโรปที่จะเป็นต้นกำเนิดของดนตรีในสาขา progressive rock ที่ยืนยง ประเทศอิตาลีต่างกับประเทศอังกฤษที่ไม่มี Italian Invasion จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่อังกฤษจะเป็นผู้บุกเบิกดนตรีหลายๆแนว วงการเพลงป็อปในอิตาลีช่วงนั้นยังเต็มไปด้วยนักร้องเดี่ยวที่คร่ำครวญเพลงรักโรแมนติกเกี่ยวกับเรื่องราวของความรักไม่รู้จบ ซึ่งส่วนใหญ่จะหนีไม่พ้นรักร้าว อกหัก พลัดพราก ดังเช่นที่ Julio Iglesias ประสบความสำเร็จทั่วโลก ผิดกันตรงที่ไม่มีนักร้องจากอิตาลีคนไหนที่มีชื่อเสียงขจรขจายออกไปนอกประเทศเท่านั้น
ในช่วงเวลาที่ The Beatles ถึงกาลแตกแยก วงการเพลงร็อกของอิตาลีเพิ่งจะมีความเคลื่อนไหวเท่านั้น แต่ก็ไม่มีใครให้คำตอบได้แน่ชัดว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร บางคนก็ว่าตลาดดนตรีของอิตาลีเต็มไปด้วยผลงานจากนักดนตรีที่ร่ำเรียนมาทางด้านดนตรีคลาสสิคของอิตาลี จนนักดนตรีรุ่นใหม่พากันไปมองหาอย่างอื่นเช่น Van Der Graaf Generator แทนที่จะจมปลักอยู่กับ Vivaldi ตั้งแต่ตื่นนอนยันหลับ นักดนตรีเหล่านี้พากันเริ่มมองหาช่องทางสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นฐานความรู้และทักษะที่ร่ำเรียนมา ให้มีลักษณะของดนตรีร็อกที่ท้าทายความคิดและความสามารถ และหลุดพ้นจากความจำเจของดนตรีป็อปที่ถูกจำกัดด้วยเวลาเพียง 3 นาที อีกกลุ่มนึงก็ว่านักดนตรี progressive rock ส่วนใหญ่ถือกำเนิดมาจากการเป็นวงแบ็คอัพให้กับนักร้องเพลงป็อปซึ่งมีความมุ่งมาดที่จะแสวงหาดนตรีแนวใหม่ที่ไร้ความจำกัดซึ่งเขตแดน แทนที่จะถูกจองจำอยู่ในโลกแห่งดนตรีรักโรแมนติก
ประวัติศาสตร์ดนตรี progressive rock ของอิตาลีดูออกจะสั้นมาก มันเริ่มขึ้นต้นราวปี 1968 และปิดฉากตัวเองลงในปี 1977 อย่างไรก็ดี แม้ว่าจะเป็นช่วงระยะเวลาอันสั้น แต่ก็เป็นความเคลื่อนไหวทางดนตรีที่อุดมไปด้วยผลงานอันมีค่าและสร้างสรรค์ที่สุดฉากหนึ่งในประวัติศาสตร์ดนตรีร็อก ซึ่งอาจจะแบ่งคร่าวๆได้เป็นสี่ช่วง ช่วงแรกได้รับการแต่งแต้มสีสันด้วยดนตรีไซเคเดลิกอันสดใส ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี 1968 ถึง 1970 และมีความแตกต่างค่อนข้างมากจากสามช่วงที่เหลือ
วงดนตรีวงแรกที่ถือกำเนิดขึ้นมาคือ New Trolls ในปี 1966 ก่อนที่จะถึงยุคเริ่มต้นจริงๆของ progressive rock ราวสองปี New Trolls ได้เปิดตัวครั้งแรกโดยเล่นเป็นวงเปิดให้ Rolling Stones ในปี 1967 ซิงเกิลเพลงแรกของพวกเขาชื่อ Sensazioni (1967) ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และเป็นส่วนชักนำให้พวกเขาได้เปิดการแสดงในเทศกาลดนตรี Festival Di Rieti เสียงดนตรียุคแรกของ New Trolls ถูกหยิบยืมจาก Jimi Hendrix และ Vanilla Fudge ซิงเกิลแผ่นที่สองชื่อ Visioni (1968) ขายได้ถึงสองแสนแผ่นในอิตาลี และพวกเขาได้เปิดการแสดงถึง 250 รอบในปีนั้น พร้อมกับการปล่อยอัลบั้มชุดแรก Senza Orario Senza Bandiera ออกสู่ตลาด อัลบั้มชุดนี้เป็นอัลบั้มบุกเบิกที่สำคัญที่สุดของวงการเพลงร็อกของอิตาลี และได้กลายเป็นตัวกำหนดทิศทางของดนตรี progressive rock ในอิตาลีในระยะเวลาต่อมา แม้ว่าเสียงที่ปรากฏจากอัลบั้มนี้จะดูแตกต่างออกไป แต่ดนตรี progressive rock ในปัจจุบันก็สามารถเชื่อมโยงกับตัวโน้ตจากอัลบั้มชุดบุกเบิกนี้ได้อย่างไม่ขัดเขิน
อีกวงหนึ่งจากยุคเดียวกันคือ Le Orme ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1967 แต่เสียงดนตรีของพวกเขาในยุคเริ่มต้น แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับเสียงดนตรีวงทริโอที่กระหี่มไปด้วยเสียงคีย์บอร์ดในช่วงทศวรรษที่ 1970 สมาชิกยุคแรกสุดของ Le Orme มีสี่คน และเพิ่มเป็นห้าพร้อมกับอัลบั้มชุด Ad Gloriam ซึ่งออกไปทางไซเคเดลิก
ความเคลื่อนไหวช่วงที่สองเริ่มต้นขึ้นอย่างเข้มข้นในปี 1970 ซึ่งอยู่ดีๆก็มีวงในแนว progressive rock ที่เล่นดนตรีอันซับซ้อนเกิดขึ้นอย่างมากมายจนเข้ายึดครองวงการร็อกของอิตาลีไว้ได้ มีวงสามวงที่มีอิทธิพลอย่างสูงต่อวงรุ่นหลังๆเกิดขึ้นใหม่สามวงในปี 1970 ได้แก่ The Trip, Il Balletto Di BronzoI และ Formula 3 ซึ่งยังปรากฏริ้วรอยของวงดนตรีประเภทเอซิดร็อกที่ตกทอดมาจากช่วงแรก อัลบั้มชุดแรกของ The Trip ได้รับอิทธิพลจาก Deep Purple ค่อนข้างมาก โดย Billy Gray มือกีตาร์พยายามเจริญรอยตาม Ritchie Blackmore แต่กำลังสำคัญของวงจริงๆคือ Joe Vescovi มือคีย์บอร์ดที่อยู่ยงคู่กับวงจนวาระสุดท้ายของวงในปี 1973 ส่วน Formula 3 ประกอบขึ้นด้วยนักดนตรีจากยุค 60 หลายวง และแนวดนตรีในยุคแรกของวงยังหนักไปทางฮาร์ดร็อกดิบๆ แต่ก็ยังสามารถจับร่องรอยของประกายไฟที่จะประทุออกเป็นสิ่งที่ดีกว่าในเวลาต่อมาได้ ในขณะที่ Il Balletto Di Bronzo ได้ก่อตั้งกันขึ้นที่เมืองเนเปิลส์ อัลบั้มชุดแรก Sirio 2222 (1970) ยังคงอุดมไปด้วยเสียงดนตรีไซเคเดลิกที่ครอบงำวงการเพลงร็อกในช่วงนั้น
และในช่วงที่สาม (ปี 1971-73) คือระยะเวลาที่ดนตรีร็อกของอิตาลีได้ก้าวถึงจุดสุดยอดที่ไม่มีจุดใดๆในโลกที่สามารถเทียบรัศมีได้ ในช่วงระยะเวลาอันแสนสั้นเพียงสามปีนี้ได้มีผลงานแนว progressive rock ที่เปี่ยมล้นด้วยคุณภาพจำนวนมากมายเหลือคณานับ และในปี 1971 ก็เป็นจุดเริ่มต้นยุคสมัยของเทศกาลดนตรีร็อกที่ยิ่งใหญ่ของอิตาลีคือ Palermo Pop’71 ซึ่งเป็นเทศกาลดนตรีที่ผสมผสานกันระหว่าง โฟล์ค ร็อก และ แจ๊ส เทศกาลดนตรี Pop Villa Pamphili ในปี 1972 มีวงเอกอย่าง Banco Del Mutuo Soccorso (Banco), Latte E Miele, New Trolls, Osanna และ The Trip ในเดือนเมษายน 1973 ช่างฝีมือผลิตเครื่องดนตรี Willy Davoli ได้จัดเทศกาลดนตรี II Raduno Davoli Pop ซึ่งนำเสนอ Rovescio Della Medaglia (RDM), De De Lind, Alphataurus ฯลฯ วงดนตรีสองในสามวงที่ได้เข้าครอบงำวงการ progressive rock ของอิตาลีก็ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนี้ ได้แก่ Banco และ Premiata Forneria Marconi (PFM) (อีกวงคือ Le Orme ซึ่งถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ในยุคที่หนึ่ง) มีเพียงสามวงนี้กับวงอื่นอีกหยิบมือหนึ่งที่มีชีวิตรอดผ่านพ้นยุคล่มสลายของ progressive rock ในอิตาลีในปี 1977 เท่านั้น วงที่โด่งดังอื่นๆเช่น Museo Rosenbach, RDM, Osanna, Acqua Fragile, Latte E Miele, Quella Vecchia Locanda และ Metamorfosi มีชีวิตเบ่งบานอยู่ในช่วงปี 1971-1973
ผลงานที่เป็น progressive rock ที่แท้จริงชุดแรกของ New Trolls คือ Concerto Grosso #1 (1971) โดยเล่นร่วมกับวงออร์เคสตราซึ่งมีส่วนสนับสนุนอย่างมาก ต้องการสรรสร้างเสียงในลักษณะเสียงซิมโฟนิคที่มีเอกลักษณ์ อัลบั้มชุดต่อมาคือ Searching for a Land (1972) ซึ่งเป็นอัลบั้มคู่แผ่นนึงจากสตูดิโอ อีกแผ่นเป็นบันทึกการแสดงสดซึ่งมิกซ์เสียงคนดูค่อนข้างดัง แต่อัลบั้มที่ดีที่สุดของ New Trolls คือ UT (1972) โดยมีเสียงกีตาร์หนักๆของ Nico Dipalo เป็นตัวชูโรง ในปี 1973 มือกีตาร์คนหนึ่งของ New Trolls ก็แยกออกไปตั้งวง New Trolls Atomic System ซึ่งมีผลงานระดับคุณภาพออกมาแข่งกับวงเดิมของตน
ในขณะเดียวกัน Le Orme ก็ลดจำนวนสมาชิกเหลือสามคน และปล่อยผลงานแนว progressive rock ชุดแรกชื่อ Collage (1971) ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ใหม่ที่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับผลงานของ ELP ในช่วงเดียวกัน แม้ว่าวงทั้งสองจะได้รับอิทธิพลจากดนตรีคลาสสิคต่างกัน แต่ Le Orme ก็มักถูกกล่าวถึงว่าคือ ELP ของอิตาลี อัลบั้มต่อมา Uomo Di Pezza (1972) Le Orme ได้ปรับปรุงเสียงดนตรีของตนโดยมีเสียงแฮมมอนด์ออร์แกนเป็นตัวชูโรง อย่างไรก็ดี ผลงานที่ได้รับยกย่องว่าเป็นงานศิลปะชิ้นเอกของวงคือ Felona E Sorona (1973) ซึ่งเป็น concept album เกี่ยวกับดาวเคราะห์สองดวงในกาแล็คซี่ที่ห่างไกล ซึ่งไม่สามารถยุติสงครามล้างแค้นระหว่างกันได้ อัลบั้มชุดนี้โดดเด่นด้วยเสียงซิมโฟนิค และผู้ที่ได้ฟังจะรู้สึกถึงแรงปะทะของตัวโน้ตที่พุ่งเข้าใส่โสตประสาทดุจดั่งมนต์สะกดให้หลงใหล ต่อมาทางวงได้นำอัลบั้มนี้มาออกใหม่โดยใช้ชื่อว่า Felona & Sorona โดยเปลี่ยนเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษซึ่งประพันธ์โดย Peter Hammill นักร้องนำและหัวหน้าวง Van Der Graaf Generator แต่ก็ถูกตำหนิว่าเสียงร้องภาษาอังกฤษของ Aldo Tagliapietra ค่อนข้างกระพร่องกระแพร่ง สู้ฟังจากต้นฉบับที่เขาร้องเป็นภาษาอิตาเลียนไม่ได้
สำหรับ Banco นั้น พวกเขาปล่อยอัลบั้มชุดแรกชื่อเดียวกับวงในปี 1972 อันถือว่าเป็นการถมช่องว่างอาณาจักร progressive rock ของอิตาลีให้สมบูรณ์ วง Banco ประกอบด้วยมือคีย์บอร์ดสองคนที่เป็นพี่น้องกัน และฝีมือการกดคีย์ก็รุนแรงไม่แพ้กัน ในขณะที่นักร้องนำร่างยักษ์ Francesco Di Giacomo ก็มีพลังเสียงที่ทรงพลัง แม้ว่าอัลบั้มชุดแรกของพวกเขาจะอัดแน่นไปด้วยบทเพลงยาวๆ และซับซ้อนที่น่าทึ่ง แต่อัลบั้มชุดที่สอง Darwin ซึ่งออกตามมาในปีเดียวกัน ก็เป็น concept album ที่ช่วยผลักดันให้ Banco ก้าวถึงจุดสุดยอดของ progressive rock แต่พวกเขาก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นั้น อัลบั้มชุดที่สาม Io Sono Nato Libero (1973) ถือกันว่าเป็นอัลบั้มที่ยอดเยี่ยมที่สุดของ Banco และถูกจัดอันดับอยู่ในผลงาน progressive rock ยอดเยี่ยมตลอดกาล Banco ได้ออกแสดงตามงานเทศกาลดนตรีมากมายในปีนี้ รวมทั้งงาน Festival Di Caracalla
แม้ว่า New Trolls และ Banco จะมีชื่อเสียงโด่งดังมากในประเทศ แต่วงที่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศมากที่สุดคือ PFM ซึ่งก่อตั้งวงกันในปี 1970 PFM ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี 1971 ที่เมืองมิลานโดยเป็นวงเปิดให้กับ Yes ซึ่งออกทัวร์ครั้งแรกในอิตาลี และต่อมา PFM ก็ได้รับเกียรติเป็นวงเปิดให้ King Crimson ในอิตาลีด้วย พวกเขาได้ออกอัลบั้มชุดแรก Stori Di Un Minuto ในปี 1972 อันเป็นส่วนผสมระหว่างดนตรีร็อกกับคลาสสิค โดยมีกลิ่นไอของเมดิเตอร์เรเนียน (บางคนเรียกว่าสปาเก็ตตี้ร็อก) และอัลบั้มชุดที่สอง Per Un Amico ในปีเดียวกัน ในปี 1973 พวกเขาได้เซ็นสัญญากับบริษัท Manticore ของ ELP อันเป็นโอกาสให้พวกเขาได้เปิดตัวสู่โลกภายนอก Pete Sinfield ซึ่งเป็นผู้ประพันธ์เนื้อร้องให้ King Crimson ในยุคแรก ได้ประพันธ์เนื้อร้องภาษาอังกฤษสำหรับอัลบั้ม Photo of Ghosts เพื่อวางจำหน่ายในอังกฤษและอเมริกาเป็นการเฉพาะ โดยเป็นการรวมเพลงเด่นๆจากอัลบั้มสองชุดแรก อย่างไรก็ดี ดูเหมือนว่าในขณะนั้นโลกภายนอกยังไม่พร้อมที่จะอ้าแขนรับ Italian progressive rock เท่าใดนัก
ปี 1971 ยังเป็นปีที่วง Osanna ได้ถือกำเนิดขึ้น ซึ่งเริ่มต้นด้วยการเล่นดนตรีแนวแจ๊สผสมร็อกและมีพื้นฐานทางดนตรีแตกต่างจากวงอิตาเลียนอื่นๆที่กล่าวถึงข้างต้น อัลบั้มชุดแรก L’Uomo เต็มไปด้วยเสียงที่ดิบและเหี้ยมเกรียม โดยได้รับอิทธิพลจาก Jethro Tull โดยเฉพาะการใช้เสียงฟลูตของ Elio D’ Anna ในปี 1972 พวกเขาได้ออกอัลบั้ม Milano Calibor 9 ซึ่งเปลี่ยนแนวไปในลักษณะ Concerto Gross #1 ของ New Trolls และได้มีโอกาสไปวางจำหน่ายในอเมริกาด้วย แต่แล้วในอัลบั้มชุดต่อมา Palepoli (1973) Osanna ก็กลับไปสู่แนวทางเดิม โดยเน้นเสียงเพี้ยนๆของกีตาร์และแซ็กฯ อัลบั้มชุดสุดท้ายของ Osanna คือ Landscape of Life (1974) กลับไปสู่แนว progressive rock อีกครั้ง พร้อมกับการวางจำหน่ายในอเมริการ Elio D’Anna และ Danilo Rustici ได้ออกจากวงไปตั้งวง Uno ซึ่งยังเล่นแนว progressive rock และต่อมาก็เปลี่ยนชื่อวงเป็น Nova โดยเล่นเพลงแนวป็อปร็อก แจ๊ส ซึ่งมีมือกลองชื่อ Ric Parnell ที่ต่อมาเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น Mick Shrimpton ตอนร่วมงานกับ Spinal Tap
วงที่สำคัญอื่นๆในช่วงเดียวกันก็มี Formula 3 ซึ่งเป็นวงทริโอที่เน้นความยิ่งใหญ่ที่มีวิวัฒนาการทางด้านเสียงดนตรีจากสไตล์ฮาร์ดร็อก ไซเคเดลิก และมีผลงานอมตะออกมาสองชุดคือ Sognando E Risognando (1972) และ La Grande Caca (1973) วง Il Balletto Di Bronzo ก็มีอัลบั้มชุดแรกชื่อ YS (1973) ซึ่งเป็นส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างฮาร์ดร็อกกับ progressive rock วง Latte E Miele เป็นวงทริโอหนักเสียงคีย์บอร์ดที่ปรากฏตัวครั้งแรกในงาน Festival Pop villi Pamhili ในปี 1972 และมีอัลบั้มชุดแรก Passio Secundum Mattheum (1972) ซึ่งเป็นการนำ Requiem Mass ของ Bach มาทำในแนว progressive rock โดยมีนักร้องประสานเสียงเต็มวงมาช่วยสร้างความไพเราะ วง RDM มีอัลบั้มที่แนวแตกต่างกันสามชุดในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 แต่อัลบั้ม Contaminazione คือสุดยอดของดนตรีร็อกในทุกๆด้าน โดยทางวงได้แสดงความสามารถในการเรียบเรียงดนตรีที่ยากที่จะให้คำจำกัดความได้ เพราะอัลบั้มชุดนี้กระโดดไปมาระหว่างฮาร์ดร็อกกับเสียงออร์แกนโบสถ์ในชั่วพริบตา อัลบั้มชุดนี้มีโอกาสวางจำหน่ายในอเมริกาโดยเปลี่ยนเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่ออัลบั้ม Contamination ส่วนอีกวงที่สมควรกล่าวถึงคือ Museo Rosenbach กับอัลบั้ม Zerathustra ที่เป็นงานศิลปะชั้นยอด และถูกจัดอันดับอยู่ในผลงาน progressive rock ที่ยอดเยี่ยมตลอดกาล
และยุคสุดท้ายคือช่วงปี 1974-1977 New Trolls มีอัลบั้มใหม่ Concerto Gross #2 ซึ่งมีคุณภาพเหนือว่าชุดที่หนึ่ง โดยเป็นการผสมผสานระหว่างดนตรีร็อกและคลาสสิคที่กลมกลืน มาถึงช่วงนี้ Le Orme ก็เพิ่มมือกีตาร์เข้ามาเป็นสมาชิกถาวร พร้อมกับอัลบั้มใหม่ที่ไม่ค่อยจะ progressive ชื่อ Smogmagica (1975) อันเป็นจุดเริ่มต้นของแนวโน้มการดิ่งลงเหวสู่เพลงเอาใจตลาดที่มีความยาวไม่เกินสี่นาที โดยหันไปให้ความสำคัญกับเสียงกีตาร์มากกว่าเสียงคีย์บอร์ดที่เคยเป็นเอกลักษณ์ของวง ในปี 1975 Banco ได้ออกอัลบั้มชุดเดียวในอเมริกาโดยใช้ชื่อง่ายๆว่า Banco ซึ่งคัดเพลงจากอัลบั้มสามชุดแรกมาใส่เนื้อร้องภาษาอังกฤษ ภายใต้สังกัด Manticore เช่นเดียวกับ PFM อย่างไรก็ดี อัลบั้มดนตรีประกอบภาพยนตร์ Garofano Rosso ของ Banco รวมทั้ง Come in Ultima Cena ในปี 1976 (วางตลาดในอังกฤษและเยอรมันภายใต้ชื่อ As in a Last Supper) ไม่สามารถก้าวไปถึงมาตรฐานที่ทางวงวางไว้ก่อนหน้านี้
มีเพียง PFM เท่านั้นที่มีโอกาสออกทัวร์ในอเมริกา เพื่อสนับสนุนอัลบั้ม L’Isola Di Niente (1974) โดยเป็นวงเปิดให้กับ Beach Boys และ Peter Frampton ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความไร้เดียงสาของต้นสังกัดที่ไม่ดูตาม้าตาเรือว่าแนวดนตรีเป็นคนละแนวกันหรือเปล่า การทัวร์อเมริกาครั้งนี้ได้รับการบันทึกเป็นอัลบั้ม Live in the USA (1974) แต่ใช้ชื่อว่า Cook สำหรับอัลบั้มที่ออกในอเมริกา อย่างไรก็ดีชุดที่ออกในอิตาลีจะน่าสะสมมากกว่า ในแง่ที่มีแถมสมุดโปรแกรมทัวร์และระบบเสียงที่เหนือชั้นกว่า ต่อมา PFM ได้นักร้องนำคนใหม่ Bernardo Lanzetti จากวง Acqua Fragile สำหรับอัลบั้ม Chocolate King (1975) ซึ่งเป็นอัลบั้มระดับคุณภาพชุดสุดท้ายของวง เนื่องจากอัลบั้มชุดต่อมาคือ Jet Lag (1977) ทางวงเริ่มหันเหไปสู่ดนตรีแจ๊สพร้อมทั้งสูญเสียมือคีย์บอร์ดไปซึ่งเป็นจุดหักเหที่ไม่มีวันหวนกลับของ PFM
Acqua Fragile เป็นวงที่เกิดขึ้นในช่วงสุดท้ายนี้ อัลบั้มชุด Mass Media Stars (1974) มี Bernardo Lanzetti เป็นนักร้องนำภาษาอังกฤษ ซึ่งโทนเสียงของเขาในชุดนี้ราวกับถอดมาจาก Peter Gabriel
ในขณะที่ New Trolls ยังคงผลิตงานที่มีแต่แย่ลงในทศวรรษที่ 1980 ซึ่งชุดที่ถูกประณามมากที่สุดคือ Aldebaran (1978) ในแง่ความเอาใจตลาดจนออกนอกหน้า แถมยังไปมีสำเนียงคล้าย Bee Gees ในช่วงนั้นเข้าไปอีก เพลงแรกในอัลบั้มชุดนี้แค่เห็นชื่อก็พอจะเดาออกว่าอะไรเป็นอะไร เพลงดังกล่าวชื่อ Suite Disco
ส่วน Le Orme ก็มีอัลบั้มสามัญชื่อ Storia O Leggenda (1977) ออกมา แล้วก็เปลี่ยนโฉมตัวเองเป็นวงดนตรีคลาสสิคสี่ชิ้นในอัลบั้ม Florain (1979) โดยเล่นเครื่องดนตรีอย่าง เชลโล แคลฟวิคอร์ด ฮาร์โมเนียม ไวบราโฟน กล็อคเคนสปิล แมนโดลิน และ ไวโอลิน รวมทั้งกีตาร์ พวกเขายังคงออกผลงานที่ไม่มีอะไรดีขึ้นจนกระทั่งปี 1986
สำหรับ Banco ก็ยังคงสร้างงานดีๆออกมาจนกระทั่งปลายทศวรรษที่ 1970 โดยมีอัลบั้มแสดงสด Capolinea ในปี 1980 ที่นำผลงานเก่าเด่นๆมาทำลายเสียย่อยยับ โดยการเล่นแบบแจ๊ส (เหมือนกับที่ King Crimson เคยทำในชุด Earthbound) อัลบั้มของ Banco ในทศวรรษที่ 1980 ล้วนแล้วแต่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของวงที่อยากเป็นวงซูเปอร์สตาร์ ดังจะเห็นได้จากทุกเพลงที่แต่งขึ้นเพื่อหวังเข้าอันดับเพลงฮิต แต่ก็ประสบกับความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง
ดูเหมือนว่า อัลบั้ม progressive rock จากอิตาลีชุดสุดท้ายในช่วงนี้คือ Forse Le Lucciole Non Si Amano Più (1977) ของ Locanda Delle Fate ซึ่งเป็นวงเจ็ดชิ้นที่มีคีย์บอร์ดสองตัว อัลบั้มชุดนี้ถือได้ว่าเป็นศิลปกรรมชิ้นสุดท้ายที่สามารถปิดฉากทิศทางดนตรีที่ยิ่งใหญ่ของอิตาลีลงได้อย่างสวยงาม
แม้กระนั้น ผลงานที่กล่าวถึงมาทั้งหมดสามารถหาฟังได้ในรูปแบบซีดีซึ่งได้มีการนำออกมารีอิชชู่ทั้งหมด แถมยังหาซื้อได้ง่ายกว่าสมัยที่ออกมาครั้งแรกในรูปแผ่นไวนีล
แม้ว่าวงการ progressive rock ของอิตาลีจะซบเซาถึงขีดสุดนับตั้งแต่ปี 1977 เป็นต้นไปราวหนึ่งทศวรรษ แต่ในวันนี้ progressive rock ในอิตาลีก็กลับฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่แล้ว ซึ่งคอลัมน์นี้จะได้นำมาเล่าสู่กันฟังในโอกาสข้างหน้า (ไม่ใช่เร็วๆนี้)
Comments
Post a Comment